วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563


 ยุค lot

Industrial Internet of Things หรือ IIoT คือ การนำเครื่องจักร ระบบการวิเคราะห์ขั้นสูง และคนมาทำงานร่วมกันผ่านโครงข่ายของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดระบบที่สามารถติดตาม เก็บข้อมูล แลกเปลี่ยนและแสดงผลข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ข้อมูลดังกล่าวสามารถช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น
 IIoT ช่วยปรับปรุงการเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ยืดหยุ่น ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายในการวางแผนการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทที่มีความพร้อม เริ่มได้รับประโยชน์จาก IIoT ในการลดต้นทุนการผลิตจากการบำรุงรักษาที่คาดการณ์ล่วงหน้า (Predictive maintenance) การตรวจสถานะของเครื่องจักร (Monitor) และหลีกเลี่ยงการ Downtime ของระบบเพิ่มความปลอดภัยและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ดียิ่งขึ้น ระบบเครือข่าย IIoT สามารถเชื่อมต่อข้อมูลขนาดใหญ่ของแต่ละหน่วยงาน ตั้งแต่ไลน์การผลิต ไปจนถึงระดับออฟฟิศและทุกคนในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะทำให้ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลจาก IIoT ได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญนำไปสู่การตัดสินใจในอนาคต การขยายตัวของ IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรมและโรงงานการผลิต (Industrial Internet of Thing – IIoT) 

                                

ยุค Al

ในช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา คำว่า “AI” กลายเป็นคำยอดฮิตที่พูดถึงกันแพร่หลาย แต่ AI (Artificial Intelligence) หรือในหมู่คนไทยเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่ฉลาดมากๆ นี้เกิดขึ้นจากแขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่เกิดจากเทคโนโลยีที่คนเราเป็นคนสร้างขึ้นผ่านการป้อนข้อมูลและด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ทำให้วันนี้ AI สามารถจดจำ สร้างระบบการคำนวณ พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลได้เอง

อุปกรณ์ใกล้ตัวทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนแต่มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และอำนวยความสะดวก สร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์แทบทั้งสิ้น

หากมองในเชิงของธุรกิจ AI ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถออกแบบสินค้าและบริการให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ยกตัวอย่าง ธนาคาร สถาบันการเงินของไทยทุกวันนี้ต่างทุ่มงบในการทำ R&D (Research and development) นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อช่วยรวบรวมและประมวล BIG DATA หรือ ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าที่มีอยู่มหาศาล เพื่อวิเคราะห์ และปล่อยสินเชื่อที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้าในแต่ละราย ซึ่งการนำ AI มาช่วยแบบนี้ไม่เพียงเข้าถึงลูกค้า และตอบโจทย์สินเชื่อได้แบบเฉพาะคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ในมุมของธนาคารยังลดต้นทุน และความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือที่ได้ยินกันคุ้นหูว่า NPL (Non-Performing Loan)

นอกจากในเชิงของธุรกิจแล้ว ทางภาครัฐยังมีการนำ AI มาช่วยจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่คนไทยในเชิงมหาภาคด้วย อาทิ การบูรณาการทางด้านครอบครัว โดยมีการนำ AI สร้างสูตรสำหรับคัดกรองพ่อและแม่ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพที่ดีได้ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถวางแผนให้ความช่วยเหลือกับพ่อและแม่ ให้สามารถเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ เป็นเยาวชนที่ดีในอนาคตได้



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ฟอร์มของกุลธิดา

กำลังโหลด…